• LUKKID

Design Thinking กับ Digital Disruption

Updated: Mar 26, 2020


บทความจาก กรุงเทพธุรกิจ
Thinking out loud โดย เมษ์ ศรีพัฒนาสกุล

ช่วงนี้ไปไหนมาไหนก็มีแต่คนพูดถึง Thailand 4.0


พวกเราคงจะได้ยิน Keywords เกี่ยวกับเศรษฐกิจดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็น Internet of Things, Paperless, Cashless, Virtual Reality, Agile, Scrum, Big data ฯลฯ ผ่านสื่อและงานสัมมนาต่าง ๆ มากมาย


สำหรับหลายๆคน แม้ว่าจะคุ้นหูกับคำ Keywords “หนักๆ” เหล่านี้ เรื่องของเศรษฐกิจดิจิตอลนั้นยังคงดู “ลอยๆ” และยังขาดความชัดเจนว่า “Digital Disruption” นั้นคืออะไร?


ในมุมมองของดิฉัน Digital Disruption คือการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานหรือโมเดลธุรกิจให้สร้างสรรค์และมีประสิทธิภาพมากขึ้นผ่านการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี

จากประสบการณ์การทำงานด้าน Design Thinking มีองค์กรต่างๆ มาขอให้เข้าไปช่วย “Digital Transform” องค์กรด้วยการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาขับเคลื่อนการทำงานให้ตามทันการเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจดิจิตอล


วันนี้เลยอยากมาเล่าว่า Design Thinking นั้นเชื่อมโยงกับ Digital Disruption อย่างไร?


ดิฉันคิดว่ากระบวนการ Design Thinking เป็นแนวคิดสำคัญในการเตรียมความพร้อมขององค์กรให้ยุคของเศรษฐกิจดิจิตอล ด้วยเหตุผล 3 ข้อดังต่อไปนี้


เหตุผลที่ 1: Design Thinking หรือที่บางคนเรียกว่า Human-Centered Design นั้น เน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในทุกๆ เรื่องนั้นไม่ใช่การไม่หลับหูหลับตาเอาเทคโนโลยีมาใช้ แต่เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่เกิดจาก “Human Need” หรือความต้องการของคนที่เกี่ยวข้อง


นั่นคือ การเปลี่ยนแปลงในยุคเศรษฐกิจดิจิตอลไม่ใช่การคิดและผลิตแอพพลิเคชั่น เพียงแค่เพื่อที่จะ “มีเหมือนคนอื่นๆ” แต่แอพพลิเคชั่นหรือเทคโนโลยีนั้นๆ จำเป็นที่จะต้องช่วยตอบโจทย์ปัญหาสำคัญและทำให้ชีวิตหรือการทำงานดีขึ้น เป็นการสร้างสรรค์เทคโนโลยีจากการเข้าใจปัญหาอย่างแท้จริง


จุดเริ่มต้นของการปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงยุคดิจิตอลจึงไม่ใช้การทำความรู้จักกับเทคโนโลยีรูปแบบต่าง ๆ แต่เป็นการทำความเข้าใจ “คน” ที่ต้องเป็น “ผู้ใช้” เทคโนโลยีนั้น ๆ


เหตุผลที่ 2: Design Thinking เป็นกระบวนการที่เน้นการคิดเร็วทำเร็ว


สนับสนุนให้สร้างต้นแบบ เอาไอเดียมาทดลอง เพื่อเรียนรู้จากข้อผิดพลาด การคิดเร็วทำเร็วนั้นสำคัญในยุคเศรษฐกิจดิจิตอล เพราะหากจะมัวแต่วิเคราะห์ คำนวณความเสี่ยงก็มักจะไม่ทันการณ์ ผู้ชนะคือผู้ที่ปรับตัวเร็ว ตามทัน Lifestyle และรูปแบบการทำงานของคนที่เปลี่ยนไป


การนำเทคโนโลยีมาประกอบและเสริมการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นนั้นเป็นการ “disrupt” รูปแบบการทำงานเดิม ๆ เพราะการนำเทคโนโลยีมาใช้นั้นต้องใช้เวลาและมีการปรับตัว ดังนั้นแนวคิดการสร้าง prototype หรือต้นแบบมาลองก่อนนั้นจึงสำคัญมาก


เหตุผลที่ 3: Design Thinking เป็นแนวการทำงานที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์นวัตกรรม


นั่นคือ มีการร่วมกันคิดร่วมกันทดลองของตัวแทนจากหลาย ๆ ส่วนในองค์กรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม ไม่ได้เป็นการคิดของ “คนๆเดียว” แต่เกิดจากการระดมสมองเป็น “ทีม” เพราะการสร้างสรรค์นวัตกรรมที่ยั่งยืนคือการสร้าง Innovation จาก Collaboration หรือการดึงทุกคนในองค์กรให้เข้ามามีส่วนร่วมจนเกิดเป็น “วัฒนธรรมใหม่” ในการทำงาน


โดยสรุปแล้ว Digital Disruption ไม่ควรเป็นการเปลี่ยนแปลงที่นำโดยเทคโนโลยี แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องนำโดย “คน” ทั้งการทำความเข้าใจคนที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงการพัฒนาคนภายในองค์กรให้มีแนวคิดแบบ Design Thinking ในการกล้าทำและกล้าลองอย่างเข้าใจ


ขอปิดท้ายด้วยเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านมาได้ไม่นาน ... ดิฉันได้โอกาสไปจัดกิจกรรม Design Thinking ที่ต้องมีการนำเสนอผลงานหน้าห้องในเวลาที่จำกัด ในขณะที่ทุกคนกำลังวุ่ยวายพยายามหาแอพพลิเคชันที่ช่วยส่งเสียงเตือนเมื่อหมดเวลาในการนำเสนอผลงาน


น้องคนหนึ่งหยิบเอาแก้วและช้อนขึ้นมาเคาะ

บางที เทคโนโลยีก็ไม่ได้ตอบโจทย์เสมอไป


28 views